Loading...
หน้าแรก บล็อก หน้า 2

สุราษฎร์พุ่งไม่หยุดบวกเพิ่มอีก 27 ทะลุกว่า 1,400 รายแล้ว ชวนฉีดวัคซีน

วันที่ 15 พ.ค. 64 ที่ จ.สุราษฎร์ธานีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังพุ่งไม่หยุดมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 27 ราย ผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 1,416 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 861 ราย รักษาหายกลับบ้าน 550 ราย ผู้ติดเชื้อในจังหวัด 1,396 รายผู้ติดเชื้อรับจากต่างจังหวัด 20 ราย เสียชีวิต 5 ราย โดยผู้ติดเชื้อกระจายทุกอำเภอทั้ง 19 อำเภอ ในขณะที่ทางจังหวัดทยอยเปิดโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมตามความเหมาะสม และผู้ติดเชื้อบางส่วนจากต่างอำเภอยังคงเคลื่อนย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานีเพื่อความสะดวก และผู้ติดเชื้อวัยหนุ่มสาวที่ยังไม่ปรากฏอาการและมีจิตอาสายังได้ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันทางพระครูปริยัติคุณาวุธ เจ้าอาวาสวัดกลางใหม่และรองเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี /นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี/นายถาวร พรหมฉิม นายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี เป็นพรีเซ็นเตอร์เชิญชวนให้ประชาชนชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงทะเบียนฉีดวัคซีน หยุดเชื้อ เพื่อบ้านเรา. ที่มา  บ้านเมือง

เคราะห์ซ้ำ!บุรุษพยาบาลหื่นข่มขืนหญิงป่วยโควิดติดเตียงจนเสียชีวิต ทำคนทั่วโลกที่ทราบข่าวหมดคำจะพูดต่อพฤติกรรมสุดเลวร้ายนี้

บุรุษพยาบาลหน้ามืด หื่นขนาดหญิงติดโควิดป่วยนอนเตียงก็ยังไม่เว้ณ คนทั่วโลกประนาม เกิดสุดเหตุสะเทือนใจ ใน ประเทศอินเดีย หลังจากหญิงอายุ 43 ปี ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองโภปาล รัฐมัธยประเทศ ถูกบุรุษพยาบาล ข่มขืนกระทำชำเรา และไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมาหญิงเคราะห์ร้ายก็อาการทรุดหนักจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นสำหรับคนอินเดียคือ เรื่องนี้เกิดขึ้นเกือบเดือนแต่ไม่มีการเปิดเผย ประชาชนจำนวนมากเลยเรียกร้องให้ทางการเร่งดำเนินคดดีและลงโทษขั้นเด็ดขาดกับคนร้าย แหล่งข่าวระบุว่าหญิงป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโภปาล เมโมเรียล ฮอสพิทัล แอนด์ รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2564 และหลังถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ตกเป็นเหยื่อได้ร้องเรียนกับโรงพยาบาล รวมถึงระบุตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งต่อมาตำรวจนำกำลังเข้าจับกุมบุรุษพยาบาลคนดังกล่าว ทราบชื่อคือนายสันโตช อหิรวาร อายุ 40 ปี และนำไปคุมขังที่เรือนจำกลางเมืองโภปาลระหว่างรอสอบปากคำดำเนินคดี ด้านตำรวจอาวสุโสได้ชี้แจงต่อมาว่า เหยื่อร้องขอให้ปกปิดข้อมูลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางตำรวจจึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดก่อนหน้านี้ได้ ยกเว้นเฉพาะทีมสอบสวนเท่านั้น ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกล่าวอีกว่าผู้ต้องสงสัยเคยถูกกล่าวหาด้วยว่าข่มขืนพยาบาลสาวอายุ 24 ปี และเคยโดนพักงานเนื่องจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย.   ที่มา  postjung

ตำรวจค้นบ้านพี่ชาย “บังฟิต” หาหลักฐานฆ่า “เสี่ยสุชาติ” โผล่มอบตัวแล้ว 1

ตำรวจถือหมายค้น เข้าตรวจสอบบ้าน "กิบหลี" พี่ชาย "บังฟิต" หาหลักฐานเพิ่มเติมคลี่คลายคดีอุ้มฆ่าฝังดิน นายสุชาติ ขาวล้วน หรือ "เสี่ยสุชาติ" อย่างโหดเหี้ยม ล่าสุด 1 ใน 3 พี่น้อง "เริงสมุทร" เข้ามอบตัวแล้ว ถูกเค้นสอบเครียดจนยอมเปิดปากรับสารภาพ จากคดีสังหารโหดนายสุชาติ ขาวล้วน หรือ "เสี่ยสุชาติ" อายุ 53 ปี หนุ่มใหญ่ที่หายตัวปริศนาไปตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาลูกสาว และญาติ ประกาศตามหาตัวผ่านโซเชียล และเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ลำทับ จ.กระบี่ จนสุดท้ายพบถูกฆ่าฝังดินในพื้นที่สวนยาง หมู่ 1 บ้านหนองแบก ต.หนองทะเล อ.เมืองกระบี่ ขณะที่รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ที่ขับมาในวันหายตัว ก็ถูกเผาแล้วฝังไว้ในสวนปาล์มน้ำมัน ใกล้กับบ้านของนายสุริยา หรือบังฟิต เริงสมุทร อายุ 31 ปี ซึ่งผู้ตายบอกกับญาติไว้ว่าวันเกิดเหตุ เดินทางไปหาบังฟิต เพื่อไปทวงเงินที่ติด โดยบังฟิต นัดให้ไปรับเงินจำนวน 50,000 บาท ทางตำรวจตั้งทีมสืบสวนเฉพาะกิจคลี่คลายคดี จนสามารถออกหมายจับทีมสังหารโหดได้ 3 คน...

บุคลากรทางการแพทย์ ระบายความช้ำใจ ทุ่มเท-เสียสละทำงานด่านหน้า กลับเจอแขวะจากคนไม่เข้าใจ

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราว ที่สะท้อนความรู้สึกยากลำบากในการทำงานด่านหน้าได้เป็นอย่างดี สำหรับเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ งานยานพาหนะของโรงพยาบาลหล่มสัก ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อนิติพงษ์ ศรีสุวรรณ ออกโพสต์ระบายถึงการทำงานภายใต้ความเสี่ยง โดยเผยว่า อยากขอระบายนิดนึง ผมคิดว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุด และปฏิบัติตัวตามระเบียบ และข้อบังคับปฏิบัติในการทำงานทุกอย่าง สำหรับเหตุการณ์การรีเฟอร์ที่ผ่านมา ผมแต่งชุดเซฟตัวเองอย่างดีมากใส่อยู่เกือบ 3 ชั่วโมง ร้อนมาก เหนื่อยมาก หายใจก็ลำบาก หายใจแทบไม่ออก และไปรีเฟอร์คนไข้โควิด และต้องมากักตัวตรวจหาเชื้อ ตอนนี้ทุกอย่างไม่มีอะไรปกติดี วัคซีนก็ฉีดมาแล้ว ผมทำอะไรมาผมก็รู้ตัวเองดีอยู่แก่ใจ ไม่เคยคิดจะปกปิดข้อมูลอะไรทั้งนั้น และไม่คิดจะเอาเชื้อกลับบ้านไปหาลูกเมียหรอก  ผมไม่ได้ติดโควิดอย่างที่คนเขาพูดกัน ไม่เห็นตอนทำงาน แต่มาเห็นตอนถูกกักตัวก็พากันพูดไป ถ้าไม่รู้ทำไมไม่โทรมาถาม แล้วตอนนี้ก็กลับบ้าน และมาทำงานได้แล้วตามปกติ เพราะทางผู้รับผิดชอบงานแจ้งว่าผมเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่ำ แต่เราก็ระมัดระวังตัวเอง และเซฟตัวเองได้อย่างดีมาก เพื่อคนรอบข้างเพื่อคนที่เรารัก และเพื่อความมั่นใจกับผู้ใกล้ชิด และเพื่อนร่วมงาน การที่ต้องกักตัวหลังการทำงาน ความรู้สึกโคตรแย่ โคตรท้อเลย ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของทีมที่ต้องอยู่เวร Cohort-Wards ที่ต้องดูแลคนไข้โควิด ตอนแรกผมเห็นเขามีคนส่งอาหารอยู่ดีกินดีก็คิดอิจฉาเขา แต่เมื่อได้ไปสัมผัส และอยู่จุดนั้นจริงความรู้สึกถึงจิตใจที่แย่มาก ใครไม่ไปอยู่จุดนั้นจะไม่เข้าใจเลยว่าในใจมันแย่ขนาดไหน คุยกับครอบครัวแค่ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น ไม่ได้เจอไม่ได้กอดไปไหนก็ไม่ได้ ลูกไปหาจะวิ่งมากอดแต่กอดไม่ได้ น้ำตาจะไหลเลย ยิ่งคำพูดบางคนบอกว่ามันกักตัวมันก็ได้เงินเดือนตามปกติสบายจะตาย มันยิ่งช้ำใจหนักเข้าไปอีก ตอนนี้ทุกอย่างปกตินะครับ ผมเซฟตัวเองดี ด้วยหน้าที่ที่ต้องทำแค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้ว ไม่ได้ว่าให้ตัวเองดูดีหรอกนะ แต่มันน่าภูมิใจจะตาย           ที่มา ...

ชายไร้บ้าน นอนป่วยข้ามวันข้ามคืน

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เพจ สำนักข่าวนนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ชายไร้บ้านนอนไม่สบายข้ามวันข้ามคืน พลเมืองดีโทรตาม 1669 แบบรัวรัว ไม่มีคนรับสาย สุดท้ายโทรติด แต่โดน จนท.ตะคอกใส่ ไม่มีใครว่างไปรับ ล่าสุดยังไม่มีหน่วยงานมารับตัวไปรักษา วันที่ 14 พ.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี รับแจ้งจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตลาดสดเทศบาลนครนนทบุรี ว่ามีชายไร้บ้ราน นอนเป็นไข้ มีอาการไออย่าง รุ น แ ร ง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่ร้านขายหมูในตลาด กลัวเป็นCV19 ขอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำตัวไปรักษา ภาพจาก สำนักข่าวนนท์ ภาพจาก สำนักข่าวนนท์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เข้าตรวจสอบพบชายไร้บ้าน ชื่อนายหมอ ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงอายุประมาณ 70 ปี ไม่มีอาชีพและหลักแหล่ง นอนซม พูดด้วยเสียงแหบแห้งว่าหายใจไม่ออก ตำรวจจึงได้ประสานไปทางสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี (สสจ.นนทบุรี) ให้ส่งเจ้าหน้าที่มารับตัวไปรักษา ภาพจาก สำนักข่าวนนท์ ปรากฎว่าผ่านไปหลาย ชม. ยังไม่มีหน่วยงานใดเดินทางมารับตัวไปรักษา นางอำไพ อายุ 61 ปี ชาวบ้านที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ในตลาดสดเทศบาลนครนนทบุรี กล่าวว่า ลุงหมอ นอนป่ ว...

สาวเจอสามี ที่หายนาน 11 ปี กลายเป็นคนเร่ร่อน หลังคนลงตามหาญาติ ใน tiktok

เรื่องราวสุดอบอุ่นใจ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งในเวียดนามใช้เวลา 11 ปี ในการตามหาสามีที่หายตัวไป จนกระทั่งโชคชะตาก็พาเธอมาพบเขาผ่าน tiktok โดยบังเอิญ เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาว กับสามีที่กลายเป็นชายเร่ร่อนนี้เกิดขึ้นเมื่อชาวเน็ตเวียดนามรายหนึ่งได้ โพสต์ภาพของคนเร่ร่อนรายหนึ่งที่เดินผ่านบ้านของเธอลงบัญชี tiktok ของเธอ เพื่อตามหาญาติของชายคนนี้ จนกระทั่งมีหญิงสาวรายหนึ่งได้ติดต่อเธอเข้ามา และอ้างตัวว่าเธอนั้นเป็นภรรยาของชายเร่ร่อนคนนั้น แน่นอนว่าในตอนแรกเจ้าของโพสต์ก็ไม่เชื่อเท่าไหร่นัก ว่าจะมีคนจำชายคนนี้ได้เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่หายไป ซึ่งดูเป็นไปได้ยาก แต่ในขณะเดียวกันหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นภรรยาของชายเร่ร่อนคนนี้ก็พยายามที่จะติดต่อและพูดคุยกับเจ้าของโพสต์ เพื่อที่จะได้ติดต่อกับสามีที่หายตัวไปอีกครั้ง โดยเธอได้เล่าว่าสามีของเธอนั้นมีอาการป่วยทางจิตและได้หนีออกจากบ้านไปเมื่อ 10 ปีก่อน และเธอยังได้ส่งรูปถ่ายของสามีของเธอเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งขอให้เจ้าของโพสต์ลองช่วยตรวจดูรอยสักที่หน้าอกของเขา หากพบเห็นเขาอีกครั้ง ซึ่งข้อมูลที่เธอให้มานั้นก็ตรงกันกับเจ้าของโพสต์ เพราะเธอกล่าวว่าชายเร่ร่อนรายนี้อยู่บริเวณละแวกบ้านของเธอมานานกว่า 10 ปีแล้ว เธอจึงรับปากว่าจะออกไปตามหาให้ แต่ชายคนนี้มักจะเดินเตร่ไปมาอย่างไร้จุดหมายและบางครั้งก็ไม่มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่โชคดีที่สามารถหาเขาเจอได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเธอสังเกตลักษณะตามคำบอกเล่าของหญิงสาว เธอก็พบว่าชายเร่ร่อนกับสามีของหญิงสาวที่หายตัวไปนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากไม่ว่าจะเป็นรอยสักหรือเค้าโครงหน้า เธอจึงได้บอกที่อยู่กับหญิงสาว แน่นอนว่าหญิงสาวไม่รอช้าออกเดินทางไกลกว่า 60 กิโลเมตร เพื่อมารับสามีที่พลัดพรากกันไปกลับบ้าน ด้านภรรยาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้พบสามีของเธออีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่วิเศษมากหลังจากเธอตามหาเขามานานหลายสิบปี “เขาหายตัวไปตอนที่ลูกสาวคนที่สองของเรามีอายุน้อยกว่าหนึ่งควบ ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก” ภรรยากล่าว ทั้งนี้เธอนั้นเห็นและได้ติดต่อผู้โพสต์ครั้งแรกในวันที่ 9 พฤษภาคม จนกระทั่งในวันที่ 11 พฤษภาคมเธอนั้นก็ได้สามีผู้สูญหายกลับคืนมาในที่สุด เรื่องราวสุดอบอุ่นหัวใจนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโซเชียลมีเดียของเวียดนาม ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม “เธอเป็นภรรยาที่ดีมาก แม้สามีของเธอจะหายไปนานถึง 11 ปี แต่เธอก็ยังคงตามหาสามีของเธอ ถ้าเป็นคนอื่นคงปล่อยวางและเริ่มต้นใหม่ไปแล้ว” “ฉันชื่นชมในตัวเธอมาก สามีของเธอป่วย แต่เธอก็ยังตามหาเขาไม่เคยยอมแพ้หรือมองหาคนใหม่ ไม่ใช่ใคร ๆ ที่จะทำได้เหมือนเธอ” ที่มา...

แม่น้องโวลต์ ทนไม่ไหว ขอคืนเงินคนที่บริจาค

กรณีน้องโวลต์ (สงวนชื่อ-สกุลจริง) อายุ 18 ปี นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ สอบเข้าเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคามได้ แต่ฐานะยากจน ทั้งบ้านมีเงินอยู่แค่ 1,500 บาท และไม่มีทุนการศึกษา หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มียอดโอนเงินบริจาคเข้ามากว่า 3,795,000 บาท น้องโวลต์ เปิดเผยว่า ตนได้ปิดบัญชีรับบริจาคตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.64 เวลา 13.00 น. ซึ่งได้ยอดเงินจำนวน 3.7 ล้านบาท โดยวันนี้ทางนายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้เข้ามาดูแล โดยแบ่งเงิน 1.7 ล้านบาท เป็นค่าการศึกษา, เงิน 9 แสนบาท ฝากธนาคารไว้เป็นเงินเก็บ โดยเงิน 2 ส่วนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน ซึ่งถ้าต้องการที่ใช้เงิน จะต้องทำเรื่องเบิกจ่ายและต้องให้คณะกรรมการเซ็นยินยอม และนำเงิน 1 ล้านบาท ไปซื้อพันธบัตรเพื่อเอาดอกเบี้ยในระยะยาว และถอนเงินสดมา 1 แสนบาทเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นางพรหมจันทร์ เหล่าบุบผา อายุ 50 ปี แม่ของน้องโวลต์ เปิดเผยว่า...

หมึกตากแห้งของฝากบนเกาะพะงันโกอินเตอร์ ส่งขายจีนออเดอร์เพียบผลิตส่งแทบไม่ทัน

สุราษฎร์ธานี - ปลาหมึกตากแห้ง ของดีในชุมชนบ้านโฉลกหลำ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ทำจากหมึกสดขึ้นจากทะเล ผลิตวันต่อวัน ไม่เค็ม กลิ่นหอม รสชาติถูกใจนักท่องเที่ยว ล่าสุด โกอินเตอร์ ออเดอร์ส่งออกไปยังประเทศจีนจนผลิตแทบไม่ทัน วันนี้ (14 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลาหมึกตากแห้ง ของดีของฝากชุมชนอ่าวบ้านโฉลกหลำ หมู่ 1 ต.โฉลกหลำ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นสินค้าโอทอปวิสาหกิจชุมชน ใครไปใครมายังเกาะพะงัน ต้องไม่พลาดที่จะต้องซื้อติดไม้ติดมือไปฝากญาติๆเพื่อนๆ ซึ่งปลาหมึกแดดเดียวที่เกาะพะงัน รสชาติไม่เหมือนที่อื่น ชาวประมงทำเอง เนื่องจากอ่าวโฉลกหลำ ชาวบ้านเป็นคนท้องถิ่น ยึดอาชีพทำประมง และทำท่องเที่ยว ในอ่าวบ้านโฉลกหลำ มีเรือประมงไดร์ปลาหมึกจอดเรียงรายบริเวณชายหาด พอถึงเวลาช่วงเย็นชาวประมงก็จะออกเรือไปทำประมง ส่วนใหญ่ทำประมงชนิดเป็นเรือประมงไดร์ปลาหมึก และตกปลาอินทรีมาทำปลาอินทรีเค็ม ขณะที่ปลาหมึกจะนำมาทำปลาหมึกตากแห้งแดดเดียว ทุกเช้าคนงานจะออกมาทำความสะอาดล้างปลาหมึกที่เพิ่งขึ้นมาจากเรือ ผ่าท้อง พร้อมดองน้ำเค็มแล้วนำไปตากแดด เรียงรายไปตามแนวชายหาดอย่างเป็นระเบียบ ภายหลังตากแดดจนได้ที่แล้วจะนำไปคัดแยกเป็นไซส์ โดย น.ส.ศิริวรรณ คลอดแคล้ว อายุ 38 ปี เจ้าของแพปลาศิริวรรณ เปิดเผยว่า แพปลาศิริวรรณ ผลิตปลาหมึกตากแห้งมากว่า 40-50 ปี สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น ตนเป็นรุ่นที่ 3/4 แล้ว ที่ต่อยอดมาจากรุ่นพ่อ...

ช็อก! พลุตะไล งานศพระเบิด เศษเหล็กพุ่งบาดคอแขก เลือดทะลักเสียชีวิต

วันที่ 13 พ.ค.64 เวลา 13.00 น. หน่วยกู้ภัยเทศบาลตำบลปงยางคก จนท.กู้ชีพ รพ.ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง รับแจ้งเหตุเกิดพลุระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ที่บริเวณงานฌาปนกิจศพในสุสานบ้านหม้อ ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ที่เกิดเหตุภายในศาลาพบคราบเลือดจำนวนมาก ส่วนผู้บาดเจ็บคือนายเศรษฐ์ เทพวงค์ อายุ 60 ปี ชาว กทม.อาชีพทนายความ ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกเศษเหล็กยาวประมาณ 5 นิ้ว พุ่งใส่ลำคอ ล้มลงนอนจมกองเลือด จนท.เร่งนำส่งรพ.ห้างฉัตรและต่อมาผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิต สอบถามนายอนุสรณ์ สัญญา หน่วยกู้ภัยซึ่งอยู่ในงานศพพอดี เล่าว่า ขณะนั้นได้มีการจัดงานฌาปนกิจศพเป็นผู้ชายสูงอายุรายหนึ่งในหมู่บ้าน จากนั้นได้มีการจุดพลุตะไลและอยู่ดีๆ ชายผู้รับบาดเจ็บก็เกิดล้มลงนอนกับพื้น ตอนแรกนึกว่าชายคนดังกล่าวเป็นลม เมื่อเข้ามาดูปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาที่บริเวณลำคอเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเศษเหล็กบาดเข้าที่ต้นคอบริเวณเส้นเลือดใหญ่ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มาร่วมงานศพในงานจึงช่วยกันพยุงคนเจ็บชายดังกล่าวไปนั่งพักบริเวณศาลา ก่อนแจ้งกู้ชีพกู้ภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ห้างฉัตรได้เข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และได้ควบคุมช่างพลุที่มาจุดพลุในงานศพไปสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีต่อไป ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบนายนิคม ชนะดวงดี อายุ 48 ปี พ่อของช่างทำพลุ และนายศุภดล ชนะดวงดี อายุ 19 ปี ช่างทำพลุ เปิดเผยว่า พลุดังกล่าวเรียกว่าพลุบอม ซึ่งเมื่อจุดแล้วจะมีแสงพุ่งขึ้นฟ้าแต่จะไม่ระเบิด ตัวฐานทำจากกระบอกเหล็กทรงกลมกว้างประมาณนิ้วครึ่งความสูงประมาณ 40 ซม....

ประกาศปิดเพจ น้าค่อม ขอให้มีแต่ความทรงจำและรอยยิ้ม

ครอบครัวประกาศปิดเพจ น้าค่อม ที่ใช้ชื่อว่าค่อม ชวนชื่น ป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้ชื่อตำนานตลกผู้ล่วงลับไปหากิน ขอให้เหลือความทรงจำและรอยยิ้ม เมื่อเวลา 17.08 น. วันที่ 14 พ.ค.64 เพจ ค่อม ชวนชื่น ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ขอเรียนแจ้งให้ทราบค่ะ สมาชิกที่กดติดตามในเพจคุณพ่อนะคะ ครอบครัวเราจะทำการ ” ปิดเพจ” ของคุณพ่อเพจนี้นะคะ เป็นเพจของคุณพ่อจริง100% ถ้ามีใครใช้ชื่อคุณพ่อ ในการสร้างเพจหรือกลุ่ม ขอให้ทุกท่านรับทราบนะคะ ทางเราไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้น อาจเกิดปัญหา หรือมีช่องทางให้มิจฉาชีพได้เข้ามาฉวยโอกาสได้ในช่วงนี้ โปรดระมัดระวังกันด้วยนะคะ ถ้าใครยังรักและอยากสนับสนุนติดตามครอบครัวเราต่อ ขอให้ไปสนับสนุนครอบครัวเรากันที่เพจ IceBank Diary แทนนะคะ แจ้งมาเพื่อทราบและโปรดระมัดระวัง รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะทุกท่าน ขอให้เพจนี้เป็นความทรงจำ และรอยยิ้มดีๆที่ได้จากคุณพ่อที่พวกเรามีร่วมกันนะคะ หลังจากทางครอบครัวโพสต์ออกมา แฟนคลับน้าค่อมต่างเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมากว่าไม่อยากให้ปิดเพจ เพราะจะได้ย้อนมาโพสต์เก่าๆเวลาคิดถึงน้าค่อม แต่ก็พร้อมเคารพการตัดสินใจของครอบครัว เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ไม่ให้ใช้ชื่อน้าค่อมไปหากิน โดยเพจดังกล่าวมีผู้ติดตามมากกว่า 1.7 ล้านคน